สิวรอบเดือนยังไม่ทันหาย รอบเดือนใหม่เป็นอีก แก้ยังไงได้บ้าง
สิวรอบเดือน (Hormonal Acne) คือ สิวที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลาของการเปลี่ยนฮอร์โมนในแต่ละเดือน โดยเฉพาะช่วง 7–10 วัน ก่อนมีประจำเดือน
สิวฮอร์โมน มักขึ้นบริเวณแก้มล่าง คาง และขากรรไกร เป็นสิวอุดตันขนาดใหญ่หรือสิวอักเสบใต้ผิวที่จับต้องเจ็บ และมักยุบเองหลังประจำเดือนมา แต่แล้วก็กลับมาอีกในเดือนถัดไป
โดยมักเกิดซ้ำอีกในทุกๆ เดือน เนื่องจาก ฮอร์โมนในร่างกาย ปรับเปลี่ยนไปตามรอบเดือนปกติ ซึ่งไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด แต่ในบางคนผิวตอบสนองรุนแรงกว่าคนทั่วไป ทำให้เกิดความกังวลและส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองได้
ฮอร์โมนอะไรทำให้เกิดสิว
- Progesterone (เกิดขึ้นช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นหลังไข่ตก กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตซีบัมมากขึ้น ผิวมันขึ้น รูขุมขนอุดตันง่ายขึ้น
- Estrogen ฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยควบคุมซีบัมและลดการอักเสบ ที่จะลดลงในช่วงก่อนมีประจำเดือน
- Testosterone / DHT แม้ผู้หญิงจะมีในฮอร์โมนนี้ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อเอสโตรเจนลดลง ผลของ Androgen ก็จะมากขึ้น และกระตุ้นต่อมไขมันโดยตรง
- Cortisol หรือ ฮอร์โมนความเครียด ความเครียดก่อนมีประจำเดือนมักสูงขึ้นตามธรรมชาติ ฮอร์โมน Cortisol ยิ่งซ้ำเติมให้ต่อมไขมันให้ทำงานหนักขึ้นอีก
สัญญาณที่บอกว่าสิวคุณเกิดจากฮอร์โมน
- เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเวลาเดิมของเดือน
- เกิดขึ้นในตำแหน่งเดิม เช่น คาง แก้มล่าง ขากรรไกร
- เป็นสิวก้อนใหญ่ใต้ผิว กดเจ็บ ไม่มีหัว
- สิวหาย หรือ ลดลง หลังประจำเดือนมา แล้วกลับมาใหม่เดือนถัดไป
วิธีป้องกันและดูแลการเกิดขึ้นของสิวฮอร์โมน
- ปรับสกินแคร์ตามช่วงฮอร์โมน (Cycle Syncing Skincare) ไม่ต้องใช้สกินแคร์เหมือนกันทุกวัน ผิวต้องการการดูแลที่เหมาะสม ตามความแตกต่างของฮฮร์โมนในแต่ละช่วงของรอบเดือน
- ช่วงประจำเดือน (วันที่ 1–5) ผิวบอบบาง อ่อนโยนกับผิว ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เบา ๆ หลีกเลี่ยงสารแรง
- ช่วง Follicular (วันที่ 6–13) ผิวดีที่สุดในรอบเดือน ใช้ Vitamin C, Niacinamide เพื่อดูแลรอยและความกระจ่างใส
- ช่วง Ovulation (วันที่ 14–16) ผิวยังดี เน้นป้องกันด้วย SPF ช่วง Luteal (วันที่ 17–28): เริ่มเพิ่ม Salicylic Acid หรือ BHA เบา ๆ เพื่อป้องกันการอุดตัน ลด Heavy Products ที่อาจอุดรูขุมขน
2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ
- Salicylic Acid (BHA) ช่วยละลายไขมันในรูขุมขน ลดการอุดตัน ใช้ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง Luteal
- Niacinamide ลดการผลิตซีบัม ลดรอยแดง ใช้ได้ทุกวัน
- Retinol/Retinoid ช่วยควบคุมการผลิตซีบัมและเร่งการหมุนเวียนของเซลล์ผิว
- Azelaic Acid ต้านการอักเสบและลดรอยดำ เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
- Zinc ทั้งในรูปสกินแคร์และอาหารเสริม ช่วยลดการอักเสบและการผลิตซีบัม
3. ปรับอาหารและไลฟ์สไตล์
- ลดน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต เพิ่ม IGF-1 ซึ่งกระตุ้นต่อมไขมัน
- ลดนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งมีฮอร์โมนที่อาจกระตุ้นสิวในบางคน
- ลดอาหารแปรรูปและไขมันทรานส์ เพิ่มการอักเสบในร่างกาย
อาหารที่ควรรับประทาน
- ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน ปลาทู
- Omega-3 ลดการอักเสบ
- ผักใบเขียวเข้ม มี Zinc, Magnesium ช่วยสมดุลฮอร์โมน
- เมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดฟักทอง ช่วย Estrogen Metabolism
- ชาเขียว มี EGCG ลดการผลิต Androgen
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามิน เช่น
- Zinc 30–40 mg/วัน ลดการผลิตซีบัมและการอักเสบ
- Magnesium Glycinate 200–400 mg/วัน ลด PMS และช่วยสมดุลฮอร์โมน
- Omega-3 (EPA+DHA) ลดการอักเสบ แนะนำ 1,000–2,000 mg/วัน
- Spearmint Tea ช่วย ลดระดับ Androgen
เมื่อปรับสกินแคร์และไลฟ์สไตล์แล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาคุมกำเนิด บางชนิดลดระดับ Androgen ได้ชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย
PCOS เกี่ยวกับสิวรอบเดือนอย่างไร
PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ทำให้ระดับ Androgen สูงกว่าปกติ ส่งผลให้สิวฮอร์โมนรุนแรงและต่อเนื่องกว่าคนทั่วไป ถ้าสงสัยว่ามี PCOS ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ เพราะการรักษา PCOS จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้ที่ต้นเหตุ
Spearmint Tea ดื่มแล้วได้ผลจริงไหม
มีการศึกษาขนาดเล็กพบว่าการดื่ม Spearmint Tea วันละ 2 แก้วเป็นเวลา 30 วัน ลดระดับ Free Testosterone ในผู้หญิงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่งานวิจัยยังมีขนาดเล็ก ควรมองเป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก
ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผลการรักษาสิวฮอร์โมน
การรักษาสิวฮอร์โมนโดยทั่วไปใช้เวลา 3–6 เดือนจึงจะเห็นผลชัดเจน เพราะวงจรฮอร์โมนและการฟื้นตัวของผิวต้องใช้เวลา อย่าเพิ่งเปลี่ยนวิธีถ้ายังไม่ครบ 3 เดือน
ลดรอยสิวด้วยโปรแกรม RF Microneedling หรือ Fractional Laser
