บีบสิว! จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?
ใครๆ ก็เคยทำ แม้รู้ว่าไม่ควร แต่เมื่อเห็นสิวโผล่บนหน้า มือก็อยากหยิบ นิ้วก็อยากบีบ ความรู้สึกอยากกำจัดมันออกไปทันทีมันแรงมากจนยากจะต้านทาน แต่รู้ไหมว่าหลังจากที่คุณบีบสิวไปแล้ว ผิวของคุณกำลังเผชิญกับอะไรอยู่บ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับผิวทันทีหลังคุณมือซนไป “บีบสิว”
เมื่อคุณบีบสิว แรงกดจากนิ้วมือไม่ได้ดันสิ่งสกปรกออกมาแค่ด้านนอกเท่านั้น แต่ยังดันเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบลึกลงไปใต้ผิวหนังอีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทันที คือ รูขุมขนฉีกขาด เนื้อเยื่อรอบๆ ได้รับความเสียหาย ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้ ผิวแดง บวม และเจ็บปวดมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด กระบวนการสมานแผลเริ่มต้นขึ้น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาระยะยาว
จากสิวหนึ่งเม็ด สู่รอยที่อยู่นานเป็นปี
ปัญหาที่ตามมาหลังบีบสิวแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 คือ รอยดำหรือรอยแดง (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) ผิวหนังสร้างเมลานินมากเกินไปเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ ทำให้เกิดรอยคล้ำที่อาจอยู่นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
- ระยะที่ 2 คือ จะร้ายแรงกว่า เพราะว่ารอยหลุมจากสิว หรือที่เรียกว่า Atrophic Acne Scars เมื่อผิวหนังซ่อมแซมตัวเองไม่สมบูรณ์ ชั้นคอลลาเจนใต้ผิวถูกทำลายจนเกิดเป็นรอยบุ๋ม รอยหลุม หรือรอยนูน ซึ่งไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ ลองอ่านเรื่อง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาหลุมสิว
รอยหลุมจากสิว มีกี่ประเภท
ไม่ใช่รอยหลุมทุกชนิดจะเหมือนกัน การรู้จักประเภทช่วยให้เลือกการรักษาหลุมสิวได้ตรงจุดมากขึ้น
- Ice Pick Scars คือ รอยหลุมลึกแคบ ขอบชัดเจน คล้ายรูที่ถูกเข็มทิ่ม มักเกิดจากสิวอักเสบรุนแรง รักษายากที่สุดในบรรดารอยหลุมทั้งหมด
- Boxcar Scars คือ รอยหลุมก้นแบน ขอบชัด รูปร่างคล้ายกล่อง มักพบบริเวณแก้มและขมับ
- Rolling Scars คือ รอยหลุมขอบลาดเอียง ทำให้ผิวหน้าดูเป็นคลื่นหรือหยักๆ ไม่เรียบ เกิดจากพังผืดใต้ผิวดึงรั้งผิวชั้นบนลงมา
- Hypertrophic Scars หรือ Keloid คือ อาจไม่เรียกว่ารอยหลุมสิว แต่มันคือ “แผลเป็น” ชนิดนูน เกิดจากร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไปในขณะซ่อมแซมแผลสิวเหล่านี้
อาจเป็นรอยหลุมจากสิว รอยดำ แผลเป็น
ที่ต้องใช้เวลาและเงินในการรักษาในระยะยาว
รักษาหลุมสิวได้จริงไหม ใช้เครื่องมือไหนดีที่สุด
คำตอบคือ ได้ แต่ต้องใช้เวลาและเลือกวิธีให้เหมาะกับประเภทของรอย ปัจจุบันมีหลายวิธีในการรักษาหลุมสิวและแผลเป็นที่ได้ผลดี
RF Microneedling (Radiofrequency Microneedling)
หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน และได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาหลุมสิวทุกประเภท

- RF Microneedling – ทำงานโดยใช้เข็มขนาดเล็กบางมากเจาะผิวหนังในระดับที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ พร้อมปล่อยคลื่นความถี่ RF เข้าไปในชั้นผิวหนังที่ต้องการ ความร้อนที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในระดับลึก โดยไม่ทำลายผิวชั้นบนมากเกินไป ผลลัพธ์คือรอยหลุมตื้นขึ้น ผิวเรียบขึ้น และผิวโดยรวมจะดูกระชับมีมิติมากขึ้น
- ข้อดี คือ เหมาะกับทุกสีผิวรวมถึงผิวคนเอเชีย ลดความเสี่ยงเรื่องรอยดำหลังทำเมื่อเทียบกับเลเซอร์บางชนิด ฟื้นตัวเร็ว และสามารถทำซ้ำได้ตามแผนการรักษา
- Fractional Laser – เลเซอร์แบบ Fractional เช่น CO2 Fractional Laser หรือ Er:YAG ใช้พลังงานแสงสร้างจุดเล็กๆ บนผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับ Rolling Scars และ Boxcar Scars แต่ต้องระวังเรื่องการใช้ในผิวคล้ำเนื่องจากอาจเสี่ยงต่อรอยดำหลังทำ
- Subcision – เป็นหัตถการเล็กน้อยที่แพทย์ใช้เข็มพิเศษสอดใต้ผิวเพื่อตัดพังผืดที่ดึงรั้งผิวให้บุ๋ม มักใช้ร่วมกับ RF Microneedling หรือ Filler เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา Rolling Scars
- Dermal Filler – การฉีดสารเติมเต็มใต้รอยหลุมเพื่อยกระดับผิวให้เท่ากัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว แต่เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว ต้องทำซ้ำตามอายุของสาร
- Retinoids (Skincare) สำหรับรอยที่ไม่ลึกมาก การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Retinol, Niacinamide, Vitamin C และ AHA/BHA อย่างสม่ำเสมออาจช่วยให้ผิวดูดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่เกิดจากโครงสร้างผิวเสียหายได้
ทำไม RF Microneedling ถึงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น
ด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นและผิวโทนกลางถึงเข้มของคนเอเชีย การเลือกวิธีรักษาหลุมสิวและแผลเป็นต้องพิจารณาเป็นพิเศษ RF Microneedling จึงโดดเด่น
- ปลอดภัยกับผิวเอเชีย ไม่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีมากเกินไปเหมือนเลเซอร์บางชนิด
- ปรับความลึกและพลังงานได้ละเอียด แพทย์สามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลได้
- Downtime น้อย ส่วนใหญ่หน้าแดงและบวมเล็กน้อย 2-3 วัน แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
- ผลลัพธ์ต่อเนื่อง คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นใหม่จะค่อยๆ ปรากฏผลชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังการรักษา 1-3 เดือน
ควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล
แพทย์ผิวหนังมักแนะนำ RF Microneedling จำนวน 3-6 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4-6 สัปดาห์ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยหลุมจากสิวและแผลเป็นของแต่ละบุคคล บางรายเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่ครั้งที่สอง แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักปรากฏหลังครบซีรีส์การรักษา
ก่อนรักษา ควรรู้อะไรบ้าง
- หยุดบีบสิวทันที เพราะยิ่งบีบ ยิ่งมีโอกาสเกิดรอยหลุมใหม่
- ปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนเสมอ อย่าเลือกวิธีรักษาเองโดยไม่มีความรู้ เพราะการรักษาผิดประเภทอาจทำให้รอยแย่ลงได้
- ใช้ครีมกันแดดทุกวัน SPF 50+ ช่วยป้องกันรอยดำและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา
- ดูแลสุขภาพผิวพื้นฐาน รักษาความชุ่มชื้น ไม่ขัดถูหน้าแรง และหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ให้ “ผิวติดสาร”
โปรแกรมรักษาหลุมสิว
ACNE SCARS RECOVERY PROGRAMS
การบีบสิวอาจให้ความพึงพอใจชั่วขณะ แต่ผลที่ตามมาอาจเป็นรอยหลุมจากสิว รอยดำ และแผลเป็นที่ต้องใช้เวลาและเงินในการรักษาหลุมสิวในภายหลัง วิธีที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก โปรแกรมรักษาสิว จาก Reviv Wellness Center ช่วยให้คุณขจัดทุกปัญหาสิวได้อย่างมั่นใจ






